15 ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ทำที่บ้าน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ มือใหม่ทำได้

15 ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ทำที่บ้าน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ มือใหม่ทำได้

หลายคนตั้งใจอยากเริ่มดูแลสุขภาพ แต่ติดตรงไม่มีเวลาไปฟิตเนส หรือยังไม่พร้อมลงทุนซื้ออุปกรณ์ราคาแพง ความจริงแล้วสิ่งที่มือใหม่ต้องการมากที่สุดไม่ใช่เครื่องออกกำลังกาย แต่คือท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่ใช้แค่น้ำหนักตัวและเริ่มทำได้ทันทีที่บ้าน

‍

บทความนี้ NBA Sportmanagement ได้รวม 15 ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ที่ครอบคลุมทั้งคาร์ดิโอ ช่วงบน ช่วงล่าง และแกนกลางลำตัว พร้อมวิธีเตรียมตัว ตารางฝึก 4 สัปดาห์ จำนวนเซตที่เหมาะกับมือใหม่ ที่เรารับรองได้เลยว่าอ่านจบแล้วเริ่มออกกำลังกายได้เลยในวันนี้

ทำไมท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่บ้านถึงทำให้คุณสุขภาพดีขึ้นได้ ? 

หลายคนคิดว่าต้องมีอุปกรณ์ครบถึงจะสร้างกล้ามเนื้อได้ แต่การออกกำลังกายด้วยน้ำหนักตัว หรือการทำบอดี้เวทเป็นวิธีที่มนุษย์ใช้พัฒนาความแข็งแรงมานาน และยังเป็นพื้นฐานของศาสตร์อย่าง Calisthenics ที่นักกีฬาระดับสูงใช้ฝึกกันจริง

‍

ข้อดีของท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ที่บ้านคือ

‍

  • เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอซื้ออุปกรณ์หรือสมัครสมาชิกฟิตเนส
  • ประหยัด แทบไม่มีค่าใช้จ่าย มีแค่พื้นที่ว่างประมาณ 2 × 2 เมตรก็พอ
  • ปรับระดับได้ ทุกท่ามีเวอร์ชันง่ายกว่าและยากกว่าให้เลือกตามความฟิต
  • ปลอดภัยกว่าสำหรับมือใหม่ เพราะไม่มีน้ำหนักภายนอกกดทับข้อต่อ
  • ทำต่อเนื่องได้ง่าย ไม่มีข้ออ้างเรื่องเดินทางหรือสภาพอากาศ

‍

สิ่งเดียวที่แนะนำให้มีคือเสื่อโยคะหรือแผ่นรองกันลื่น เพราะท่าที่ต้องนอนหรือลงกับพื้นอย่าง Plank และ Crunch จะทำได้นานและสบายกว่ามาก

‍

Alt : ท่าออกกำลังกายลดหน้าท้องง่าย ๆ 

วิธีเตรียมตัวก่อนเริ่มออกกำลังกายที่บ้าน สำหรับมือใหม่

ก่อนลงมือทำท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ควรเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะการออกกำลังกายที่บ้านไม่มีเทรนเนอร์คอยดูฟอร์มให้ ยิ่งต้องใส่ใจพื้นฐานเหล่านี้

‍

  • เว้นระยะจากมื้ออาหาร กินอาหารมื้อหลักก่อนออกกำลังกายประมาณ 1–2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้จุกและมีแรงพอ
  • ดื่มน้ำล่วงหน้า จิบน้ำก่อนเริ่มประมาณ 30 นาที และจิบระหว่างพักเป็นระยะ
  • เลือกชุดที่คล่องตัว ระบายอากาศดี ไม่รัดหรือหลวมจนเกะกะ
  • วอร์มอัพ 5–10 นาที ย่ำเท้าอยู่กับที่ หมุนแขน หมุนสะโพก และยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหว เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและลดโอกาสบาดเจ็บ
  • เคลียร์พื้นที่ ตรวจสอบว่าไม่มีของแหลมหรือเฟอร์นิเจอร์ขวางบริเวณที่จะเคลื่อนไหว

15 ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ทำที่บ้านได้เลย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์

ท่าทั้งหมดนี้จัดเรียงจากท่าคาร์ดิโอที่ช่วยกระตุ้นร่างกาย ไปสู่ท่าช่วงล่าง ช่วงบน และแกนกลางลำตัว มือใหม่ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกท่าในวันเดียว เลือกทำตามตารางที่จะแนะนำในหัวข้อถัดไปได้เลย

1. Jumping Jacks (กระโดดตบ)

ท่าคลาสสิกที่ใช้เป็นทั้งท่าวอร์มอัพและท่าเผาผลาญ ยืนตรงเท้าชิด แล้วกระโดดกางขาออกพร้อมยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นกระโดดกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำต่อเนื่องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ควรย่อเข่าเล็กน้อยตอนลงพื้นเพื่อลดแรงกระแทกที่เข่าและข้อเท้า

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: ทั้งตัว เน้นขา ไหล่ และระบบหัวใจ แนะนำ: 30–45 วินาที × 3 เซต

2. High Knees (วิ่งยกเข่าสูง)

วิ่งอยู่กับที่พร้อมยกเข่าขึ้นให้สูงระดับเอว สลับซ้าย-ขวาอย่างรวดเร็ว แกว่งแขนตามจังหวะธรรมชาติ ท่านี้กระตุ้นหัวใจได้ดีและใช้กล้ามเนื้อแกนกลางช่วยพยุงลำตัว หากรู้สึกว่าหนักเกินไป เปลี่ยนเป็นเดินยกเข่าสูงแทนได้

‍

กล้ามเนื้อที่ได้: ต้นขา น่อง แกนกลางลำตัว แนะนำ: 30–45 วินาที × 3 เซต

‍

Alt : ท่าออกกำลังกายลดความอ้วนง่าย ๆ 

3. Mountain Climbers (ไต่เขา)

เริ่มจากท่าวิดพื้น มือวางใต้ไหล่ ลำตัวเป็นเส้นตรง จากนั้นดึงเข่าข้างหนึ่งเข้าหาอกแล้วสลับข้างอย่างรวดเร็วคล้ายการวิ่ง สิ่งสำคัญคือรักษาสะโพกให้อยู่ระดับเดิม อย่ายกก้นสูงหรือปล่อยสะโพกตก

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: แกนกลางลำตัว ไหล่ ขา แนะนำ: 30 วินาที × 3 เซต

4. Squat (สควอท)

ท่าพื้นฐานที่ดีที่สุดสำหรับช่วงล่าง ยืนเท้ากว้างเท่าสะโพก ปลายเท้าชี้ออกเล็กน้อย ยื่นแขนไปข้างหน้าเพื่อช่วยถ่วงสมดุล จากนั้นดันสะโพกไปด้านหลังพร้อมย่อตัวลงเหมือนกำลังนั่งเก้าอี้ จนต้นขาขนานกับพื้น (หรือเท่าที่ไหว) แล้วกดส้นเท้าดันตัวขึ้น รักษาหลังให้ตรงและอย่าให้เข่าบิดเข้าด้านใน

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: ต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง กล้ามเนื้อก้น แนะนำ: 12–15 ครั้ง × 3 เซต

5. Lunge (ลันจ์)

ท่าที่ฝึกขาทีละข้าง ช่วยแก้ปัญหาขาสองข้างแข็งแรงไม่เท่ากัน ยืนตรงแล้วก้าวขาข้างหนึ่งไปข้างหน้าประมาณหนึ่งช่วงก้าวใหญ่ ย่อตัวลงตรง ๆ จนเข่าหลังเกือบแตะพื้นและเข่าหน้าทำมุมประมาณ 90 องศา แล้วกดส้นเท้าหน้าดันตัวกลับขึ้น หากทรงตัวยังไม่ดี จับพนักเก้าอี้ช่วยพยุงได้

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: ต้นขา กล้ามเนื้อก้น และการทรงตัว แนะนำ: ข้างละ 10–12 ครั้ง × 3 เซต

6. Glute Bridge (สะพานสะโพก)

นอนหงาย งอเข่า วางเท้าราบกับพื้นห่างจากก้นประมาณหนึ่งฝ่ามือ วางแขนแนบลำตัว จากนั้นออกแรงจากส้นเท้าดันสะโพกขึ้นจนไหล่ สะโพก และเข่าเป็นเส้นตรง บีบเกร็งกล้ามเนื้อก้นค้างไว้ 1–2 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดลง อ่านรายละเอียดเต็มได้ที่บทความ ท่า Glute Bridge

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: กล้ามเนื้อก้น ต้นขาด้านหลัง แกนกลางลำตัว แนะนำ: 12–15 ครั้ง × 3 เซต

7. Wall Sit (เก้าอี้ล่องหน)

ยืนหลังพิงกำแพง เท้ากว้างเท่าไหล่และห่างจากกำแพงพอสมควร จากนั้นค่อย ๆ ไถหลังลงจนต้นขาขนานกับพื้น เข่าทำมุม 90 องศา ค้างท่านี้ไว้โดยหายใจปกติ ท่านี้เป็นท่าค้าง (Isometric) ที่สร้างความอดทนให้กล้ามเนื้อต้นขาได้ดีมาก

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: ต้นขาด้านหน้า กล้ามเนื้อก้น แนะนำ: ค้าง 30–45 วินาที × 3 เซต

8. Calf Raise (เขย่งน่อง)

ยืนตรงเท้ากว้างเท่าสะโพก แล้วเขย่งส้นเท้าขึ้นให้สูงที่สุดโดยใช้แรงจากน่อง บีบเกร็งค้างไว้ 1 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดลง หากต้องการเพิ่มความท้าทาย ยืนบนขอบบันไดเพื่อให้ส้นเท้าลดต่ำกว่าปลายเท้าได้ จะเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวมากขึ้น

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: น่อง แนะนำ: 15–20 ครั้ง × 3 เซต

Alt : ออกกำลังกายลดต้นขา ท่าง่ายๆ  

9. Push-up (วิดพื้น)

ท่าสร้างกล้ามเนื้อช่วงบนที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ นอนคว่ำ วางมือกว้างกว่าไหล่เล็กน้อย ตั้งปลายเท้า เกร็งท้องและก้นให้ลำตัวเป็นเส้นตรง จากนั้นงอศอกลดตัวลงจนอกเกือบแตะพื้น โดยให้ศอกทำมุมประมาณ 45 องศากับลำตัว แล้วดันตัวขึ้น หากยังทำเต็มท่าไม่ไหว เริ่มจากวิดพื้นแบบเข่าแตะพื้นก่อนได้

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: หน้าอก ไหล่ หลังแขน แกนกลางลำตัว แนะนำ: 8–12 ครั้ง × 3 เซต

10. Pike Push-up (วิดพื้นก้นโด่ง)

เวอร์ชันที่เน้นไหล่มากขึ้น เริ่มจากท่าวิดพื้นแล้วยกก้นสูงขึ้นให้ลำตัวเป็นรูปตัว V คว่ำ จากนั้นงอศอกลดศีรษะลงหาพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง แล้วดันขึ้น ท่านี้ทดแทนท่า Shoulder Press ได้ดีสำหรับคนที่ไม่มีดัมเบล

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: ไหล่ หลังแขน อกส่วนบน แนะนำ: 8–10 ครั้ง × 3 เซต

11. Superman (ท่าซูเปอร์แมน)

นอนคว่ำ เหยียดแขนไปข้างหน้าและขาเหยียดตรง จากนั้นยกแขน อก และขาทั้งสองข้างขึ้นพ้นพื้นพร้อมกัน ค้างไว้ 2 วินาทีแล้วลดลง ท่านี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ท่าที่บริหารกล้ามเนื้อหลังได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เหมาะมากกับคนที่นั่งทำงานนาน

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: หลังส่วนล่าง หลังส่วนบน กล้ามเนื้อก้น แนะนำ: 12–15 ครั้ง × 3 เซต

12. Plank (แพลงก์)

ท่าค้างที่ฝึกแกนกลางลำตัวได้ครบที่สุด นอนคว่ำ วางข้อศอกใต้ไหล่ ตั้งปลายเท้าแล้วยกลำตัวขึ้น เกร็งท้องและก้นให้ลำตัวเป็นเส้นตรงจากศีรษะถึงส้นเท้า มองพื้นตรงหน้าเพื่อให้คออยู่แนวเดียวกับหลัง ห้ามกลั้นหายใจ

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: หน้าท้อง หลังส่วนล่าง ไหล่ กล้ามเนื้อก้น แนะนำ: ค้าง 20–40 วินาที × 3 เซต

13. Side Plank (ไซด์แพลงก์)

นอนตะแคง วางข้อศอกใต้ไหล่ ขาเหยียดซ้อนกัน จากนั้นยกสะโพกขึ้นจนลำตัวเป็นเส้นตรง ค้างไว้แล้วสลับข้าง ท่านี้เน้นกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างซึ่งท่า Plank ปกติทำได้ไม่เต็มที่ หากยังยากให้งอเข่าลงแตะพื้นเพื่อลดความหนัก

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: หน้าท้องด้านข้าง แกนกลางลำตัว แนะนำ: ค้างข้างละ 20–30 วินาที × 2 เซต

‍

Alt : ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ สำหรับผู้หญิง 

14. Bicycle Crunch (ปั่นจักรยานอากาศ)

นอนหงาย มือแตะข้างหูเบา ๆ ยกไหล่ขึ้นเล็กน้อย จากนั้นบิดลำตัวให้ศอกข้างหนึ่งเข้าหาเข่าฝั่งตรงข้ามพร้อมเหยียดขาอีกข้างออก สลับซ้าย-ขวาเป็นจังหวะคล้ายปั่นจักรยาน อย่าใช้มือดันคอขึ้น ให้กล้ามท้องเป็นตัวออกแรง

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: หน้าท้องส่วนบน หน้าท้องด้านข้าง แนะนำ: 20 ครั้ง (นับซ้าย-ขวาเป็น 1) × 3 เซต

15. Leg Raise (ยกขา)

นอนหงาย ขาเหยียดตรงชิดกัน วางมือไว้ใต้ก้นเล็กน้อยเพื่อรองรับหลังส่วนล่าง จากนั้นยกขาทั้งสองข้างขึ้นจนตั้งฉากกับพื้น แล้วค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ โดยไม่ให้ส้นเท้าแตะพื้น ท่านี้เน้นหน้าท้องส่วนล่างซึ่งเป็นจุดที่หลายคนอยากกระชับ หากปวดหลังให้งอเข่าเล็กน้อย

‍

  • กล้ามเนื้อที่ได้: หน้าท้องส่วนล่าง สะโพก แนะนำ: 12–15 ครั้ง × 3 เซต

‍

ทั้ง 15 ท่านี้ครอบคลุมร่างกายทุกส่วนแล้ว หากต้องการท่าเน้นหน้าท้องเพิ่มเติม ดูได้ที่ 10 ท่าออกกำลังกายลดพุง ทำง่ายที่บ้าน

ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ควรเล่นกี่ครั้งดี? แนะนำจำนวนเซตและครั้งที่เหมาะกับมือใหม่

ตัวเลขของจำนวนเซตที่เหมาะสมไม่มีสูตรตายตัว แต่มีช่วงที่ปลอดภัยและได้ผลสำหรับผู้เริ่มต้น สรุปได้ดังนี้

‍

ประเภทท่า

จำนวนเซต

จำนวนครั้ง / เวลา

พักระหว่างเซต

ท่าคาร์ดิโอ

3

30–45 วินาที

30–45 วินาที

ท่าช่วงล่าง

3

12–15 ครั้ง

45–60 วินาที

ท่าช่วงบน

3

8–12 ครั้ง

45–60 วินาที

ท่าค้าง (Plank, Wall Sit)

3

20–45 วินาที

45–60 วินาที

วิธีเลือกจำนวนครั้งที่เหมาะกับตัวเองคือ ทำจบเซตแล้วควรรู้สึกหนักพอสมควรแต่ยังเหลือแรงอีกประมาณ 1–2 ครั้ง หากทำครบแล้วยังสบายมาก แปลว่าควรเพิ่มความหนัก แต่ถ้าฟอร์มเริ่มพังตั้งแต่ครั้งที่ 5–6 แปลว่าหนักเกินไป ให้ลดจำนวนลงหรือเปลี่ยนเป็นเวอร์ชันที่ง่ายกว่า

ตารางฝึกท่าออกกำลังกายง่าย ๆ 4 สัปดาห์สำหรับมือใหม่

มือใหม่หลายคนพลาดตรงที่ออกหนักเกินไปในสัปดาห์แรกจนเจ็บและเลิกกลางคัน ตารางนี้จึงออกแบบให้ค่อยเป็นค่อยไป โดยเลือกท่าจาก 15 ท่าด้านบน

สัปดาห์

ความถี่

ท่าที่ทำ

เซต × ครั้ง

สัปดาห์ 1

3 วัน (เว้นวัน)

Jumping Jacks, Squat, Push-up (เข่าแตะพื้นได้), Plank

2 × 10–12

สัปดาห์ 2

3–4 วัน

เพิ่ม Lunge, Glute Bridge, Bicycle Crunch

2–3 × 12–15

สัปดาห์ 3

4 วัน

เพิ่ม High Knees, Wall Sit, Side Plank, Superman

3 × 15

สัปดาห์ 4

4–5 วัน

รวมทุกท่า เพิ่ม Mountain Climbers, Pike Push-up, Leg Raise

3 × 15–20

‍

หากต้องการตารางที่จัดเป็นรายวันแบบละเอียดกว่านี้ ดูได้ที่ ตารางออกกำลังกาย 7 วัน และหากยังไม่แน่ใจว่าควรออกกี่วันต่อสัปดาห์ อ่านเพิ่มได้ที่ ควรออกกำลังกายอาทิตย์ละกี่วัน

เริ่มต้นวันนี้ด้วยท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ที่บ้านด้วยสมิธแมชชีน Max77 Multi Function Smith Maxnum Fitness

เมื่อฝึกด้วยน้ำหนักตัวจนคล่องและเริ่มรู้สึกว่าท่าเดิมไม่ท้าทายอีกต่อไป การเพิ่มแรงต้านคือขั้นตอนต่อไปที่ทำให้กล้ามเนื้อพัฒนาต่อเนื่อง แต่การเริ่มเล่นบาร์เบลอิสระคนเดียวที่บ้านโดยไม่มีคนช่วยเซฟก็มีความเสี่ยงอยู่พอสมควร

Max77 Multi Function Smith จาก NBA Sportmanagement ตอบโจทย์ตรงจุดนี้ ด้วยระบบบาร์ที่เคลื่อนที่ในรางคงที่ ทำให้คุณโฟกัสกับกล้ามเนื้อเป้าหมายได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทรงบาร์ พร้อมจุด Safety หลายตำแหน่งที่ช่วยให้ฝึกคนเดียวได้อย่างมั่นใจ

ที่สำคัญคือท่าที่คุณคุ้นเคยจากบทความนี้สามารถต่อยอดขึ้นเครื่องได้แทบทั้งหมด เช่น Squat เป็น Smith Machine Squat, Lunge เป็น Smith Machine Lunge, Glute Bridge เป็น Hip Thrust และ Calf Raise เป็น Smith Machine Calf Raise ทำให้คุณเพิ่มน้ำหนักได้โดยไม่ต้องเรียนรู้ท่าใหม่ทั้งหมด

‍

จุดเด่นของ Max77 Multi Function Smith:

‍

  • รองรับ Full Body Workouts ครบทุกส่วนในเครื่องเดียว ทั้ง Hip Thrust, Squat, Bench Press และอีกหลากหลายท่า
  • ขนาดกะทัดรัดเพียง 148 × 200 × 223 ซม. เหมาะกับ Home Gym
  • จุด Safety หลายตำแหน่ง รองรับการฝึกตั้งแต่ระดับต่ำถึงสูงอย่างปลอดภัย
  • แถมอุปกรณ์เสริมครบเซ็ต ไม่ต้องซื้อเพิ่มภายหลัง

‍

สอบถามราคาหรือสั่งซื้อ Max77 Multi Function Smith คลิกที่นี่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ที่บ้าน (FAQ)

Q : ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ที่บ้านได้ผลจริงไหม ถ้าไม่มีอุปกรณ์เลย ?

A : ได้ผลจริง โดยเฉพาะในช่วง 3–6 เดือนแรกของผู้เริ่มต้น การใช้น้ำหนักตัวสร้างความแข็งแรง เพิ่มความทนทาน และเผาผลาญได้ดี ขอแค่ทำสม่ำเสมออย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์และค่อย ๆ เพิ่มความหนักตามหลัก Progressive Overload

Q : ออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด เช้ากลางวันหรือเย็น?

A : สำหรับคำถามว่า ออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด เช้ากลางวันหรือเย็น? ต้องอธิบายก่อนว่า แต่ละช่วงเวลามีข้อดีต่างกัน ช่วงเช้าช่วยสร้างวินัยและกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานตลอดวัน ช่วงกลางวันเหมาะกับคนที่อยากพักเบรกจากงานและได้ขยับร่างกาย ส่วนช่วงเย็นร่างกายอุ่นเครื่องมาแล้วทั้งวัน กล้ามเนื้อยืดหยุ่นกว่า จึงเหมาะกับการออกแรงหนักและเสี่ยงบาดเจ็บน้อยกว่า

Q : มือใหม่ควรเริ่มจากท่าออกกำลังกายท่าไหนก่อน ?

A : เริ่มจากท่าที่ควบคุมง่ายและเสี่ยงบาดเจ็บต่ำ ได้แก่ Squat, Glute Bridge, Plank และ Push-up แบบเข่าแตะพื้น ทำท่าละ 2 เซต เซตละ 10–12 ครั้ง เมื่อคุ้นแล้วค่อยเพิ่มท่าคาร์ดิโออย่าง Jumping Jacks และ High Knees

Q : ควรออกกำลังกายที่บ้านกี่วันต่อสัปดาห์ ?

A : มือใหม่ควรเริ่มที่ 3 วันต่อสัปดาห์แบบเว้นวัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นตัว 24–48 ชั่วโมง แล้วค่อยเพิ่มเป็น 4–5 วันเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการหักโหมในวันเดียว

Q : ท่าออกกำลังกายท่าไหนช่วยลดพุงได้ดีที่สุด ?

A : ท่าที่เน้นแกนกลางอย่าง Plank, Bicycle Crunch และ Leg Raise ช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องได้ดี แต่ต้องเข้าใจว่าการลดไขมันเฉพาะจุดทำไม่ได้จริง ร่างกายจะลดไขมันทั้งตัวเมื่อมีการขาดดุลพลังงาน จึงควรทำควบคู่กับท่าคาร์ดิโอและการควบคุมอาหาร

‍

ต้องการเปิดฟิตเนส?

ให้เราช่วยบอกคุณว่าควรเริ่มต้นอย่างไรให้ได้กำไรเข้าธุรกิจยิมของคุณให้ได้มากและเร็วที่สุด เราให้คำปรึกษาฟรีที่เหมาะกับขนาดพื้นที่และงบประมาณ

ปรึกษาฟรี!