
การเริ่มต้นวิ่งคือหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพของคุณ แต่หลายคนที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการนี้มักจะเจอกับปัญหา "วิ่งแล้วเจ็บเข่า" หรือ "ปวดฝ่าเท้า" จนต้องถอดใจไปเสียก่อน ซึ่งสาเหตุหลักมักไม่ได้มาจากท่าวิ่งที่ผิดเสมอไป แต่อยู่ที่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมต่างหาก การหารองเท้าวิ่งมือใหม่ ที่เข้ากับสรีระเท้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
บทความนี้ NBA Sportmanagement จะมาแชร์เทคนิคแบบเจาะลึกว่าเราควรเลือกซื้อรองเท้าอย่างไร ซื้อรุ่นไหนดี และต้องเตรียมงบประมาณเท่าไร เพื่อให้คุณก้าวสู่วงการวิ่งได้อย่างสนุก ปลอดภัย และไร้อาการบาดเจ็บกวนใจ
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นคาร์ดิโอด้วยการวิ่ง กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อต่าง ๆ อาจจะยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับแรงกระแทกซ้ำๆ ได้ดีเท่านักวิ่งที่ฝึกซ้อมมานาน เมื่อเท้ากระทบพื้น ร่างกายจะต้องรับน้ำหนักถึง 2-3 เท่าของน้ำหนักตัว หากคุณใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดาหรือรองเท้าแฟชั่นมาวิ่ง ร่างกายจะรับแรงกระแทกที่หนักเกินไปจนอาจเกิดอาการเจ็บกล้ามเนื้อหรือเจ็บหัวเข่าได้
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนกับรองเท้าวิ่งสายซัพพอร์ต ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะ จึงเปรียบเสมือนการซื้อเกราะป้องกันชั้นดีให้กับข้อเข่าและข้อเท้าของคุณ

ก่อนที่คุณจะเข้าไปซื้อรองเท้าวิ่งที่ชอบ ก็ต้องพิจารณาการซื้อรองเท้าวิ่งสำหรับมือใหม่ก่อน และนี่คือ 6 เช็กลิสต์สำคัญที่คุณต้องรู้ เพื่อให้ได้ซื้อรองเท้าวิ่งคู่ที่ใช่ที่สุดสำหรับตัวคุณ
เท้าของคนเรามี 3 แบบหลัก ๆ คือ เท้าแบน (Flat), เท้าปกติ (Normal/Neutral), และเท้าอุ้งสูง (High Arch) หากคุณมีภาวะเท้าแบน เท้าจะบิดเข้าด้านในขณะวิ่ง (Overpronation) จึงจำเป็นต้องใช้รองเท้าวิ่งประเภท Stability ที่มีแกนเสริมความมั่นคงด้านใน แต่ถ้าคุณมีรูปเท้าปกติหรืออุ้งเท้าสูง การเลือก รองเท้าซัพพอร์ตเท้า แบบ Neutral ที่มีความนุ่มเด้งมาตรฐานก็เพียงพอแล้ว
การซื้อรองเท้าวิ่งต่างจากการซื้อรองเท้าใส่เที่ยวอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราวิ่งไปสักระยะ เลือดจะสูบฉีดทำให้เท้าขยายตัวและบวมขึ้นเล็กน้อย เทคนิคคือเมื่อลองใส่แล้ว ให้ดันส้นเท้าไปด้านหลังสุด จากนั้นลองเอานิ้วหัวแม่มือคั่นระหว่างนิ้วเท้าที่ยาวที่สุดกับหัวรองเท้า ควรมีช่องว่างเหลือประมาณครึ่งนิ้วถึงหนึ่งนิ้วหัวแม่มือเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาเล็บห้อเลือดหรือนิ้วเท้าพอง
รองเท้าวิ่งในตลาดมีราคาตั้งแต่หลักพันต้น ๆ ไปจนถึงหลักหมื่น แต่สำหรับรองเท้าวิ่งมือใหม่ แนะนำว่าอย่าเพิ่งซื้อรองเท้าวิ่งตัวท็อปราคาแพง เพราะรองเท้าเหล่านั้นออกแบบมาสำหรับนักวิ่งระดับที่ต้องลงแข่งขัน ควรตั้งงบประมาณไว้ที่ช่วง 2,000 - 4,000 บาท ก็เพียงพอแล้วสำหรับการซื้อรองเท้าวิ่งสำหรับมือใหม่
สำหรับมือใหม่ที่กล้ามเนื้อขายังไม่แข็งแรง ขอแนะนำให้มองหา รองเท้าวิ่งสายซัพพอร์ต ที่มีพื้นชั้นกลาง (Midsole) หนาและนุ่มเป็นพิเศษ โดยความหนาของพื้นรองเท้าเหล่านี้จะช่วยดูดซับแรงกระแทกที่จะส่งไปยังหัวเข่า ขา กล้ามเนื้อแฮมสตริง และหลังส่วนล่าง ทำให้คุณวิ่งได้สบายขึ้นและลดความเมื่อยล้าหลังวิ่งได้ดี
Alt : รองเท้าวิ่งสายซัพพอร์ต
อย่าตัดสินใจซื้อเพียงเพราะใส่แล้วยืนรู้สึกสบาย เมื่อลองรองเท้าแล้ว ให้ผูกเชือกให้กระชับเหมือนตอนจะวิ่งจริง แล้วลองวิ่งเหยาะ ๆ บนลู่วิ่งในร้าน หรือวิ่งไปมาในบริเวณที่ว่าง เพื่อดูว่ารองเท้าโอบรัดส้นเท้าดีไหม มีจุดไหนที่เสียดสีหรือกดทับหน้าเท้าหรือไม่
การวิ่งมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจ๊อกกิ้งธรรมดาเพื่อสุขภาพ, วิ่งมาราธอนระยะไกล, หรือแม้แต่วิ่งเทรลลุยป่า ซึ่งการวิ่งแต่ละแบบต้องการลักษณะของรองเท้าที่แตกต่างกันออกไป โดยเราแนะนำว่าให้คุณเลือกซื้อรองเท้าวิ่งคู่แรก จากสไตล์การวิ่งของคุณเป็นสำคัญก่อนเสมอ
จากที่กล่าวไปข้างต้นว่าการวิ่งนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่ว่ารองเท้าวิ่งคู่เดียวจะตอบโจทย์ได้ยอดเยี่ยมในทุกสภาพพื้นผิวหรือทุกความเร็ว ดังนั้นการเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับสไตล์การวิ่งเป้าหมายของคุณจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ลองมาดูกันว่าการวิ่งแต่ละประเภท ควรเลือกรองเท้าแบบไหน
สำหรับมือใหม่ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อรองเท้าว่งยี่ห้อไหนดี เราขอแนะนำรองเท้าซัพพอร์ตเท้า ยอดนิยมที่ราคาอยู่ในงบประมาณ 2,500 - 5,000 บาท ซึ่งคุ้มค่ากับคุณ ดังนี้
Alt : รองเท้าวิ่งยี่ห้อไหนดี
การเลือกลงทุนกับ รองเท้าวิ่งมือใหม่ ที่มีคุณภาพ คือก้าวแรกที่จะช่วยให้คุณวิ่งได้อย่างมีความสุขและปราศจากอาการบาดเจ็บ แต่บางครั้งสภาพอากาศภายนอก ฝุ่นควัน PM 2.5 หรือเวลาที่ไม่เป็นใจ ก็อาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้แพสชันการวิ่งของคุณต้องเจอกับอุปสรรค
การมีอุปกรณ์ดูแลสุขภาพอย่าง "ลู่วิ่งไฟฟ้า" คุณภาพสูงติดบ้านไว้ จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มไลฟ์สไตล์นี้ และถ้าคุณกำลังมองหาลู่วิ่งที่ตอบโจทย์ ขอแนะนำ ลู่วิ่งไฟฟ้า Maxnum รุ่น GT-8 จาก NBA Sportmanagement ด้วยสายพานวิ่งกว้างจุใจถึง 155 x 58 ซม. และระบบ Anti-Shock Cushion System จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อเข่าและข้อเท้าได้แบบคูณสอง

นอกจากนี้ยังมาพร้อม หน้าจอ LED ล้ำสมัย ที่สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน Youtube และ Netflix ได้โดยตรง หรือจะใช้ฟังก์ชัน Mirroring จาก Smartphone ก็ทำได้ง่าย ๆ ทำให้การวิ่งของคุณที่บ้าน เป็นเรื่องที่ทำได้ทุกวันไม่มีเบื่อ
สนใจสั่งซื้อ ลู่วิ่งไฟฟ้า Maxnum GT8 Treadmill คลิกที่นี่เลย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน LINE ID: @maxnumfitness เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำเพื่อช่วยคุณเลือกอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ที่สุด
ตอบ: ไม่แนะนำ เพราะรองเท้าคาร์บอนถูกออกแบบมาเพื่อทำความเร็วและใช้แข่งขันในกลุ่มนักวิ่งที่มีประสบการณ์ ซึ่งมักจะมีความแข็งและบังคับให้เราวิ่งลงหน้าเท้า ทำให้กล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายต้องทำงานหนักมาก มือใหม่ควรเริ่มต้นด้วย รองเท้าซัพพอร์ตเท้าที่เน้นความนุ่มสบายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อฐานให้แข็งแรงก่อน
ตอบ: ไม่ควรเด็ดขาด เพราะรองเท้าผ้าใบแฟชั่นหรือรองเท้าเข้ายิม มีพื้นรองเท้าที่แบนและแข็ง ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกซ้ำ ๆ ในแนวดิ่งจากการวิ่ง การนำมาวิ่งจะทำให้เกิดอาการปวดส้นเท้า เจ็บเข่า และอาจลุกลามเป็นโรครองช้ำได้
ตอบ: โดยเฉลี่ยแล้ว รองเท้าวิ่งมือใหม่ จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 500 - 800 กิโลเมตร หรือประมาณ 1-2 ปี (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและการใช้งาน) เมื่อถึงจุดนี้ โฟมรองรับแรงกระแทกจะเริ่มเสื่อมสภาพ แบนราบ และสูญเสียความเด้ง แม้ภายนอก (อัปเปอร์) จะยังดูใหม่ แต่ก็ควรเปลี่ยนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
ตอบ: คนไทยส่วนใหญ่มักมีปัญหาหน้าเท้ากว้าง (บานออกด้านข้าง) แนะนำให้มองหารองเท้าวิ่งที่มีสัญลักษณ์ตัว "W" (Wide) หรือ "2E" / "4E" ต่อท้ายชื่อรุ่น ซึ่งแบรนด์ที่มักจะทำทรงหน้ากว้างออกมาได้ดี เช่น Asics, Brooks, หรือ New Balance จะช่วยลดปัญหาการถูกบีบรัดจนนิ้วเท้าชาหรือเล็บม่วงได้
ตอบ: ความนุ่มเป็นสิ่งที่ดีในการช่วยซับแรงกระแทก แต่ถ้า "นุ่มและยวบเกินไป" อาจทำให้เกิดความไม่มั่นคงขณะวิ่ง ร่างกายจะต้องพยายามเกร็งข้อเท้าเพื่อทรงตัวมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าได้ ดังนั้น รองเท้าวิ่งสายซัพพอร์ต ที่ดี ควรมีความ "นุ่มและเฟิร์ม" คือซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมแต่ไม่ยุบยวบจนเสียศูนย์
ให้เราช่วยบอกคุณว่าควรเริ่มต้นอย่างไรให้ได้กำไรเข้าธุรกิจยิมของคุณให้ได้มากและเร็วที่สุด เราให้คำปรึกษาฟรีที่เหมาะกับขนาดพื้นที่และงบประมาณ