
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนวิ่งแค่ไม่กี่นาทีก็เหนื่อยหอบ ในขณะที่บางคนวิ่งได้เป็นชั่วโมง ๆ โดยไม่หมดแรง? หรือทำไมคุมอาหารและออกกำลังกายมาตั้งนานแต่น้ำหนักไม่ลดลงสักที? คำตอบของความลับนี้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า Heart Rate Zone
และในปัจจุบันเทรนด์การออกกำลังกายที่เน้นการวัดผลด้วยตัวเลขกำลังมาแรง ดังนั้นการเข้าใจโซน อัตราการเต้นของหัวใจ คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะลดไขมันหรือสร้างความอึด บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจว่า Heart Rate Zone คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และมีวิธีแบ่งโซนอย่างไรให้เหมาะกับตัวคุณที่สุด
Heart Rate Zone คือ โซนหรือช่วงของอัตราการเต้นของหัวใจ ที่ถูกแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดว่า ร่างกายของคุณกำลังทำงานหรือออกกำลังกายหนักแค่ไหนในขณะนั้น
การรู้ Heart Rate Zone ของตัวเองจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนความเข้มข้นในการคาร์ดิโอหรือออกกำลังกายได้อย่างเหมาะสม ป้องกันไม่ให้ร่างกายทำงานหนักเกินไปจนบาดเจ็บ หรือเบาเกินไปจนไม่เกิดการพัฒนา โดยทั่วไปในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา Heart Rate Zone จะถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ตามเปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดของคุณนั่นเอง

หลังจากที่รู้จุดสูงสุดของหัวใจตัวเองแล้ว ถึงเวลามาทำความรู้จักกับ 5 โซนที่จะช่วยวางแผนการฝึกซ้อมของคุณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
โซนวอร์มอัพและฟื้นฟูร่างกาย (Active Recovery) เป็นโซนที่ออกกำลังกายเบาที่สุด เช่น การเดินเร็ว หรือการปั่นจักรยานช้า ๆ ใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที ในโซนนี้คุณจะมีเหงื่อซึมเล็กน้อย และยังสามารถร้องเพลงหรือพูดคุยได้อย่างเป็นปกติ เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย หรือใช้วอร์มอัพก่อนซ้อมหนัก
Heart Rate Zone 2 คือช่วงการออกกำลังกายที่ร่างกายใช้ออกซิเจนได้ดีที่สุด และดึง "ไขมันสะสม" ออกมาใช้เป็นพลังงานหลัก (Fat Burning Zone) มักจะเป็นการวิ่งจ็อกกิ้งเบา ๆ (วิ่งโซน2) ว่ายน้ำ หรือเดินชัน การฝึกใน Heart Rate Zone 2 อย่างต่อเนื่อง 30-40 นาทีขึ้นไป ไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยสร้างความอึดให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
โซนแอโรบิก หรือช่วงพัฒนาความฟิต โซนนี้คุณจะรู้สึกเหนื่อย เริ่มหายใจเร็วขึ้น พูดคุยได้แค่เป็นประโยคสั้น ๆ การฝึกในโซนนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของปอดและหัวใจ พัฒนาระบบไหลเวียนเลือด และยังคงเผาผลาญทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดรต เป็นโซนที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงโดยรวมและนักวิ่งมาราธอน

โซนแอนแอโรบิก (Anaerobic Zone) เป็นโซนที่คุณจะรู้สึกเหนื่อยหอบ หายใจหนักหน่วง และพูดคุยแทบไม่ได้ เหมาะสำหรับการออกกำลังกายต่อเนื่องช่วงสั้น ๆ (2-10 นาที) เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายทนทานต่อกรดแลคติก (Lactate Threshold) โซนนี้ช่วยเพิ่มความเร็วและพละกำลัง เหมาะสำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่กำลังเตรียมตัวลงแข่งไตรกีฬา
Heart Rate Zone 5 คือโซนที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เป็นการระเบิดพลังงานขั้นสุดในระยะเวลาสั้นๆ ร่างกายจะดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตมาใช้ทั้งหมด โซนนี้เป็นโซนที่หากคนธรรมดามีอัตราการเต้นของหัวใจไปถึงระดับนี้จะเริ่มเป็นอันตรายต่อร่างกาย ยกเว้นว่าเป็นนักกีฬามืออาชีพที่มีร่างกายและการทำงานของหัวใจที่แข็งแรงมาก ถึงจะไม่เป็นอันตราย
ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับโซนต่าง ๆ เราต้องรู้วิธี คํานวณ Heart Rate Zone ที่เหมาะสมกับร่างกายของเราเสียก่อน โดยก้าวแรกคือการหาค่าอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด หรือ Maximum Heart Rate (Max HR) ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตรสากลที่จำง่าย ๆ ดังนี้
ตัวอย่างเช่นหากคุณอายุ 30 ปี ค่าอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของคุณจะอยู่ที่ 220 - 30 = 190 ครั้ง/นาที (BPM) และเมื่อคุณได้ค่า Max HR ของตัวเองมาแล้ว ก็นำค่า 190 นี้ไปคูณกับเปอร์เซ็นต์ของโซนต่าง ๆ เพื่อหาช่วงของหัวใจที่เป็นเป้าหมายในการฝึกซ้อม
ร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่องของเพศ อายุ และสมรรถภาพทางกาย หากคุณออกกำลังกายตามความรู้สึกเพียงอย่างเดียว คุณอาจจะกำลังฝืนร่างกายเกินขีดจำกัด หรืออาจจะออกแรงน้อยเกินไปจนไม่เห็นผลลัพธ์ โดยมีเหตุผลสำคัญ 5 ข้อที่คุณควรใส่ใจกับ Heart Rate Zone ดังนี้
ปัจจุบันการติดตาม Heart Rate Zone ระหว่างออกกำลังกายทำได้ง่ายและแม่นยำขึ้นมาก โดยคุณสามารถมอนิเตอร์ อัตราการเต้นของหัวใจ แบบ Real Time ได้ผ่าน 3 อุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายดังนี้

Heart Rate Zone คือแผนที่นำทางที่ช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคือการเผาผลาญไขมันใน Heart Rate Zone 2 หรือการเพิ่มความอึด การรู้จักวิธีคํานวณ Heart Rate Zone จะช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพได้สูงสุด
แต่การจะควบคุม อัตราการเต้นของหัวใจ ให้นิ่งและคงที่ในโซนเป้าหมาย โดยเฉพาะการวิ่งโซน 2 ให้ได้นานๆ นั้น สภาพแวดล้อมและอุปกรณ์มีส่วนสำคัญอย่างมาก หากคุณไม่อยากให้ตารางซ้อมสะดุดเพราะฝุ่น PM 2.5 หรือสภาพอากาศนอกบ้าน NBA Sportmanagement ขอแนะนำ ลู่วิ่งไฟฟ้า MAXNUM รุ่น GT8 ลู่วิ่งโครงสร้างแข็งแรงระดับ Commercial ที่ออกแบบมาเพื่อการควบคุมโซนหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ!

โดยลู่วิ่งไฟฟ้า Maxnum GT8 รุ่นนี้มาพร้อม มอเตอร์ทรงพลัง รองรับการวิ่งต่อเนื่องได้ยาวนาน พื้นที่วิ่งกว้างขวาง วิ่งสบายเต็มก้าว พร้อม หน้าจอ LED 19" ที่นอกจากจะดูซีรีส์ Netflix หรือ Youtube พร้อมใช้ฟังก์ชัน Mirror จอจาก Smartphone ได้อีกด้วย ช่วยให้คุณคุมความเร็ว รักษาระดับ Heart Rate Zone ได้อย่างแม่นยำ เปลี่ยนบ้านหรือคอนโดของคุณให้เป็นยิมส่วนตัวได้ทันที
สนใจสั่งซื้อลู่วิ่งไฟฟ้า MAXNUM GT8 คลิกที่นี่เลย หรือแอด LINE ID: maxnumfitness
ตอบ: เป็นสูตรมาตรฐานที่ใช้งานได้ดีและปลอดภัยมากสำหรับบุคคลทั่วไป แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในกลุ่มนักกีฬาอาชีพที่มีความฟิตสูงมาก ซึ่งในกรณีนั้นมักจะใช้การทดสอบทางการแพทย์ (VO2 Max Test) เพื่อหาค่าที่แม่นยำที่สุด
ตอบ: แนะนำให้โฟกัสที่ Heart Rate Zone 2 (60-70% ของ Max HR) เพราะเป็นโซนที่ร่างกายดึงไขมันสะสมมาใช้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากที่สุด ควรทำกิจกรรมต่อเนื่องอย่างน้อย 30-45 นาทีขึ้นไป ควบคู่กับการคุมอาหาร
ตอบ: สามารถใช้เทคนิค "Talk Test" หรือการทดสอบการพูดคุย หากคุณวิ่งหรือเดินชันแล้วยังสามารถพูดคุยโต้ตอบเป็นประโยคยาว ๆ ร้องเพลงได้โดยไม่หอบจนพูดไม่เป็นคำ แสดงว่าอัตราการเต้นของหัวใจ ของคุณน่าจะอยู่ในโซน 2 แล้ว
ตอบ: ไม่แนะนำ เพราะการฝึกในโซน 4 และ 5 เป็นการสร้างความเครียดให้ร่างกายและระบบประสาทอย่างหนัก ควรฝึกเพียง 1-2 วันต่อสัปดาห์ (เช่น การทำ HIIT หรือวิ่ง Interval) และต้องมีวันพักฟื้น (Active Recovery) ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ
ตอบ: สำคัญมาก เพราะอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก (วัดตอนตื่นนอนใหม่ ๆ หรือนั่งพักนิ่ง ๆ) ยิ่งต่ำ ยิ่งแสดงว่ากล้ามเนื้อหัวใจของคุณแข็งแรง สูบฉีดเลือดได้มีประสิทธิภาพ หากคุณฝึกคาร์ดิโอตาม Heart Rate Zone อย่างสม่ำเสมอ ค่านี้จะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสุขภาพหัวใจของคุณดีขึ้น
ให้เราช่วยบอกคุณว่าควรเริ่มต้นอย่างไรให้ได้กำไรเข้าธุรกิจยิมของคุณให้ได้มากและเร็วที่สุด เราให้คำปรึกษาฟรีที่เหมาะกับขนาดพื้นที่และงบประมาณ